“งานแค่นี้ ไม่ต้องทำสัญญาหรอกมั้ง”
ประโยคนี้คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดคลาสสิกใน Pantip — งานเสร็จแล้วลูกค้าเงียบ, แก้งานไม่จบ, หรือตกลงราคาไว้อย่างแต่จ่ายจริงอีกอย่าง โดยที่คุณไม่มีหลักฐานอะไรเลยนอกจากแชตที่กระจัดกระจาย
ข่าวดีคือ: สัญญาจ้าง freelance ไม่จำเป็นต้องมีทนายหรือกระดาษติดอากรแสตมป์ บทความนี้สรุปองค์ประกอบขั้นต่ำที่ทำให้สัญญาของคุณ “บังคับได้จริง” + มัดจำกี่ % ถึงปลอดภัย + ตัวอย่างข้อความที่ copy ไปใช้ได้เลย
⚠️ ข้อสังเกต: ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะคดี กรณีมูลค่าสูงหรือซับซ้อนควรปรึกษาทนายความ
ทำไมงานเล็กก็ต้องมีสัญญา
การจ้าง freelance อยู่ภายใต้ สัญญาจ้างทำของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ. มาตรา 587) — และจุดสำคัญที่หลายคนไม่รู้คือ สัญญาไม่จำเป็นต้องเป็นกระดาษเซ็นชื่อ การตกลงผ่านแชต/อีเมลเรื่องงาน-ราคา-กำหนดส่ง ก็ถือเป็นสัญญาที่ผูกพันและฟ้องร้องได้
ปัญหาไม่ใช่ว่า “ไม่มีสัญญา” แต่คือ สัญญาไม่ชัด — พอเกิดเรื่องแล้วพิสูจน์ไม่ได้ว่าตกลงอะไรกันไว้ การเขียนให้ชัดจึงไม่ใช่เรื่องของความไม่ไว้ใจ แต่คือการทำให้ทั้งสองฝ่าย “เข้าใจตรงกัน”
องค์ประกอบขั้นต่ำ 7 ข้อ ที่สัญญาต้องมี
ไม่ต้องยาว แต่ต้องครบ 7 ข้อนี้:
- คู่สัญญา — ชื่อ-ช่องทางติดต่อของผู้จ้างและผู้รับจ้าง
- ขอบเขตงาน (SOW) — ทำอะไรบ้าง “รวม/ไม่รวม” อะไร (อ่านวิธีกันงานบานปลาย)
- ค่าจ้างและการแบ่งจ่าย — ยอดรวม, มัดจำกี่ %, จ่ายงวดไหนเมื่อไหร่
- กำหนดส่งงาน — วันที่ส่ง + เงื่อนไขถ้าเลื่อน
- จำนวนครั้งที่แก้ได้ — และราคาแก้เพิ่มเมื่อเกิน
- เงื่อนไขการรับงาน — ถือว่า “เสร็จ” เมื่อไหร่ (เช่น ลูกค้าไม่ตอบใน 7 วัน = ยอมรับ)
- ลิขสิทธิ์ผลงาน — โอนให้ลูกค้าเมื่อจ่ายครบ (ก่อนจ่ายครบ ลิขสิทธิ์ยังเป็นของคุณ)
มัดจำกี่เปอร์เซ็นต์ถึงปลอดภัย
มัดจำคือเกราะป้องกันการโดนเบี้ยวที่ดีที่สุด หลักที่ใช้กันใน freelance ไทย:
| รูปแบบงาน | มัดจำแนะนำ | เหตุผล |
|---|---|---|
| ลูกค้าใหม่ / ไม่เคยร่วมงาน | 50% | ความเสี่ยงสูงสุด ต้องกันไว้ครึ่งหนึ่ง |
| ลูกค้าเก่าที่จ่ายตรง | 30% | สร้างความผูกพัน แต่ไม่กดดันเกินไป |
| งานยาว/หลาย milestone | แบ่งจ่ายตามงวด | เช่น 30/30/40 ตามความคืบหน้า |
| งานเล็ก (< 5,000) | 50–100% | ค่าตามทีหลังไม่คุ้มเวลา เก็บก่อนเลย |
หลักคิดง่ายๆ: อย่าให้เงินที่ค้างรับมากกว่าที่คุณรับความเสี่ยงไหว ถ้าลูกค้าหายไปวันนี้ มัดจำที่ได้มาควรครอบคลุมเวลาที่ลงไปแล้ว
ใบเสนอราคาบุคคลธรรมดา = สัญญาเบาๆ ที่บังคับได้
ถ้ายังไม่อยากทำสัญญาเต็มรูปแบบ ทางลัดที่ดีคือ ใบเสนอราคาที่ให้ลูกค้าเซ็น/กดยืนยันรับ — เพราะใบเสนอราคาที่ระบุขอบเขต ราคา และเงื่อนไขครบ เมื่อลูกค้ายืนยันแล้ว ก็มีผลเป็นข้อตกลงที่ใช้อ้างอิงได้
freelance ที่เป็นบุคคลธรรมดา (ไม่ได้จดบริษัท) ออกใบเสนอราคาในนามตัวเองได้ปกติ ใส่ชื่อ-ที่อยู่-เลขบัตรประชาชน (หรือเลขผู้เสียภาษี) แทนเลขนิติบุคคล
💡 Kitslancer มี Proposal/SOW templates ที่ใส่ขอบเขตงาน จำนวนครั้งแก้ และเงื่อนไขได้ครบ ส่งให้ลูกค้ากด ยืนยันรับผ่าน Share Link (ไม่ต้องล็อกอิน) แล้วตั้ง ใบแจ้งหนี้มัดจำ ต่อได้ทันที → มีหลักฐานครบตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
ตัวอย่างข้อความ (copy ไปปรับใช้)
ใส่ท้ายใบเสนอราคาหรือในแชตก่อนเริ่มงาน:
- เงื่อนไขการชำระ: “มัดจำ 50% (X บาท) ก่อนเริ่มงาน ส่วนที่เหลือ 50% ชำระก่อนส่งไฟล์ต้นฉบับ”
- การแก้ไข: “ราคานี้รวมการแก้ไข 3 ครั้ง ครั้งที่ 4 เป็นต้นไปคิดครั้งละ X บาท”
- กำหนดส่ง: “ส่งงานภายใน X วันทำการนับจากได้รับมัดจำและข้อมูลครบ”
- การรับงาน: “ถือว่างานเสร็จสมบูรณ์เมื่อส่งไฟล์ตามขอบเขต และลูกค้ายืนยันรับภายใน 7 วัน หากไม่แจ้งกลับถือว่ายอมรับ”
- ลิขสิทธิ์: “ลิขสิทธิ์ผลงานโอนให้ผู้ว่าจ้างเมื่อชำระเงินครบถ้วน”
Checklist ก่อนเริ่มทุกงาน
- ระบุคู่สัญญา + ขอบเขตงาน “รวม/ไม่รวม”
- เขียนค่าจ้าง + แผนแบ่งจ่าย + มัดจำ
- กำหนดวันส่ง + จำนวนครั้งแก้ + เงื่อนไขรับงาน
- ระบุลิขสิทธิ์โอนเมื่อจ่ายครบ
- ให้ลูกค้ายืนยันรับใบเสนอราคา ก่อน ลงมือ
- เก็บมัดจำก่อนเริ่มเสมอ
สัญญาที่ดีไม่ได้ทำให้ดูไม่ไว้ใจกัน — มันทำให้งานราบรื่นเพราะทุกฝ่ายรู้กติกาตั้งแต่ต้น และถ้าเจอลูกค้าที่ปฏิเสธจะยืนยันอะไรเป็นลายลักษณ์อักษรเลย นั่นเองคือ สัญญาณ red flag ที่ควรคิดให้ดีก่อนรับงาน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สัญญาจ้างทำของ มาตรา 587-607) — สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- บทความที่เกี่ยวข้อง: หยุด scope creep · ลูกค้าไม่จ่ายเงิน 7 วิธีตามหนี้ · สูตรตั้งราคา
💡 อยากให้ทุกงานมีใบเสนอราคา + สัญญาเบาๆ ที่ลูกค้ายืนยันได้ในคลิกเดียว แล้วตามมัดจำ/ยอดค้างได้ครบ Kitslancer รวม Proposal/SOW, ใบเสนอราคา, และใบแจ้งหนี้มัดจำไว้ในที่เดียว — เริ่มใช้ฟรีไม่ต้องใส่บัตรเครดิต